ครั้งแรก…กับนมอัลมอนด์

14 Aug

คงไม่มีชะนีขี้สงสัยตนใดที่จะกล้ามาสงสัยความเริ่ดของมหานครนิวยอร์กหรอกนะค่ะ ของเค้าดีจริงอะไรจริงค่ะ ที่นี่เป็นที่ที่คุณสามารถเห็นทุกอย่างที่อยากเห็น เจอคนทุกประเภทที่คุณอยากเจอ ลองทุกอย่างที่อยากลอง กินทุกอย่างที่อยากกิน ขนาดที่ว่าถ้ากินวันละสิบมื้อก็ยังลองอาหารที่นี่ไม่หมดจริงๆค่ะ (ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คงหมดตังค์ก่อนอ่ะค่ะ) อย่างไรก็ตามด้วยความที่นิวยอร์กมีทุกอย่างให้ชะนีขี้สงสัยอย่างอัจจิมาได้ค้นหา นางก็จัดไปเต็มๆ การเดินชิวในย่ายทุกย่านในนิวยอร์กคือการทำวิจัยค้นคว้าของอัจจิมา ร้านอาหารทุกร้านมีเมนูที่น่ากินไปหมด ถึงขนาดที่ว่าแค่อ่านเมนูก็กระตุ้นต่อมน้ำลายแล้วเหอะ

และไม่นานมานี้ อัจจิมาได้เกิดอาการอินจัดกับอาหารที่เค้าเรียกกันว่า Raw food หรืออาหารสด (แปลตรงตัวไปป๊ะ) ซึ่งเป็นการรับประทานอาหารที่สดสุดๆ ไม่มีการผ่านความร้อนสูงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นอะไรที่เพอร์เฟคสุดๆกับอากาศที่ร้อนแผดเผาในเดือนสิงหาคมของนิวยอร์ก การกินตามหลัก Raw Food คือกินอะไรก็ได้ที่กินแบบสดๆได้อย่างปลอดภัย โดยอาหารทุกอย่างถ้าจะต้องผ่านการประกอบอาหารก็ไม่ควรใช้อุณหภูมิเกิน 104-118 องศาฟาเรนไฮต์ (หรือ 40-50 องศาเซลเซียส) เพราะเชื่อกันว่าความร้อนที่เกินจุดนั้นจะไปทำลายเอนไซม์ตามธรรมชาติในอาหาร และเอนไซม์พวกนี้ต้องถูกถนอมไว้เพราะมีประโยขน์ต่อร่างกาย ช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร การใช้ความร้อนสูงๆในการประกอบอาหารเค้าว่ากันว่าจะไปทำลายเอนไซม์พวกนี้ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับเอนไซม์อย่างเพียงพอแถมยังต้องทำงานหนักขึ้นในการผลิตเอนไซม์เพิ่มเติมเพื่อย่อยอาหาร (คิดได้เนอะ) และอีกจุดนึงคือ ความร้อนจากการปรุงอาหารอาจจะทำลายวิตามินบางตัว เช่น วิตามินซี วิตามินบี ทำให้ร่างกายไม่ได้รับวิตามินพวกนี้อย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นอาหารแบบ Raw food ส่วนมากจะเป็นผัก ผลไม้สด เนื้อปลาสดๆแบบซาชิมิ หรือซูชิ นมที่ไม่ผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน นมที่ทำจากธัญพืชหรือถั่ว และด้วยการที่เรากินแต่อาหารไขมันต่ำพวกนี้ (ยกเว้นถั่วเหอะ)เค้าว่ากันว่า Raw food สามารถช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย (อันนี้อัจจิมาไม่ขอคอนเฟิร์มว่าจริงป่าว)

แต่ก็อย่างว่าไม่มีสิ่งใดในโลกกลมๆใบนี้ที่มีแต่ข้อดีหรอกค่ะ การกินผัก ผลไม้เป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่การกินแต่ผัก ผลไม้ หรือธัญพืชโดยไม่มีเนื้อสัตว์มาช่วยบาลานซ์ก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะที่ควรอ่ะน่ะค่ะ ร่างกายเราก็ยังต้องการสารอาหารหลากหลายในการทำงาน และสารอาหารบางอย่างก็ไม่สามารถเอาจากผัก ผลไม้ได้หมดหรอกค่ะ จริงที่ว่าอาจจะได้บ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับปริมาณที่ร่างกายต้องการค่ะ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม หรือโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ต่างๆ และอีกอย่างคือด้วยความสดของอาหาร แพทย์แผนโบราณไม่นิยมให้กินในอากาศหนาว เพราะอาหารสดๆเป็นธาตุเย็น และถ้ากินในหน้าหนาวก็จะยิ่งทำให้ร่างกายเย็นมากขึ้น (แหม่ และถ้าไม่มีหนุ่มลำ่ๆให้กอดแก้หนาว ก็คงยิ่งหนาวจริงอะไรจริง) เพราะฉะนั้นการกิน Raw Food เป็นสิ่งที่ดี ถ้ารู้จักเลือกกินให้ถูกอย่าง และถูกเวลานะค่ะ

แต่สำหรับอัจจิมาแล้ว อาหารแบบ Raw Food เป็นอะไรที่เริ่ดที่สุด ณ จุดนี้ เพราะนางต้องการอาหารเย็นๆที่มาดับความร้อนแรงในร่างกาย ฮิๆ วันนี้จึงขอนำเสนอนมอัลมอนด์ดิบแบบง่ายๆที่นางเพิ่งไปเรียนทำมาจากบล็อกเกอร์ไอดอลของนางนามว่ามิสซาร่าและมิสปิ๊ปป้า ง่ายจิงอะไรจริงค่ะ แถมยังมีประโยชน์ต่อร่ากายมากกว่านมอัลมอนด์ท่มากับสารกันบูดสารปรุงแต่งที่ซื้อจากตามซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นไหนๆ หลักสำคัญของการทำนมอัลมอนด์คือต้องใช้อัลมอนด์ดิบค่ะ (ไม่ใช่อัลมอนด์ที่ผ่านการอบแล้ว) และต้องแช่น้ำไว้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อที่ให้เอนไซม์ในอัลมอนด์ได้ถูกปลดปล่อยออกมาลั้ลลาได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่เวลาเราดื่มนมอัลมอนด์เราจะได้คุณค่าไปอย่างเต็มๆไงค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่ไม่ดื่มนมวัวและสนใจอยากลองเปลี่ยนแนวจากนมถั่วเหลืองเป็นนมถั่วอื่นๆ สูตรนี้ต้องลองค่ะ จัดไปอย่าได้ช้า

นมอัลมอนด์สด

สูตรนี้เป็นสูตรที่สามารถปรับทุกอย่างได้ตามใจต้องการ ถ้าอยากให้นมออกมาข้นๆก็เพิ่มอัลมอนด์และลดปริมาณน้ำลง หรือถ้าอยากให้เหลวก็เพิ่มน้ำเอา อัจจิมาเลือกใช้ลูกอินทผาลัมอบแห้งเป็นการเพิ่มความหวานแบบธรรมชาติให้กับนม ใครริอ่านอยากจะใช้น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายแดง หรืออย่างอื่นมาเพิ่มความหวานแทนก็ได้นะค่ะ โอ๊ะ แล้วอัจจิมาก็แอบเหยาะวานิลลาไปนิดเพิ่มความหอมให้กับนมอัลมอนด์ด้วยค่ะ แหม่จะกินทั้งทีเราต้องเอาให้ฟินค่ะ

อัลมอนด์สดแช่น้ำค้างคืนไว้  1 ถ้วย

น้ำเปล่า 4 ถ้วย

อินทผาลัมอบแห้งแกะเม็ด 3-4 เม็ด

วานิลลาหยดสองหยด (หรือหลายหยดก็ได้ แต่ขอเตือนก่อนว่าเยอะไปอาจจะปะแล่มๆได้)

เริ่มต้นด้วยการแกะเปลือกอัลมอนด์ที่แช่น้ำค้างคืนไว้แล้ว เปลือกอัลมอนด์จะหลุดออกมาอย่างง่ายดาย จากนั้นล้างผ่านน้ำให้สะอาด

ปั่นอัลมอนด์ น้ำ และอินทผาลัมด้วยความเร็วสูงประมาณหนึ่งถึงสองนาที หรือจนกว่าดูเป็นเนื้อเดียวกันสวยงามดีแล้ว เหยาะวานิลลาไปนิดส์ ปั่นอีกซักสิบวิ

จากนั้นทำการกรองเอาเนื้อออกด้วยผ้าขาวบาง เทลงในเหยือกให้สวยงามและดูดีมีชาติตระกูล นำไปแช่ตู้เย็นเพื่อความเย็นสะใจ สามารถเก็บในตู้เย็นได้สองถึงสามวัน

เรียบร้อยค่ะ แค่นี้เองนมอัลมอนด์ฝีมือเราเอง ง่ายๆชิวๆเหอะ ถ้าอัจจิมาทำได้คุณก็ทำได้ค่ะ:)

ขอให้ทุกคนมีสุขภาพดีกันถ้วนหน้านะค่ะ Cheers ค่ะ:)

The Food Journey: Jean-George Wannabe:)

25 Feb

Here’s the thing about being a dietitian: we love food. Just like what Jodi, my dear preceptor said ” Dietitians will either love eating or they just don’t eat. It’s simply just like that.” As for me, I absolutely fall into the first category– I just happen to love eating and the foods I eat have to be good:) What exactly do I mean by “good food” then?

According to Utchimama’s definition, good foods should:

1) Taste good–yes, pretty obvious.

2) Make you feel good–physically and emotionally.

3) Be savored and shared with good friends and family:)

4) Be cooked with fresh, healthy ingredients, and with lots of love:)

Speaking of good food, it brought out my memory of my super duper cool grandpa in Thailand who always comes up with the coolest and the most sincere quotes ( I know I quoted a lot in this post lol but hey, at least I quoted so I won’t have problem with Plagiarism!).

“Eat Good Food. Live a Good Life. Find a Good Husband.”

Told you he is cool:)

So in order to eat good food and live good life (the good husband part is yet to come), I feel like I need to cook and enjoy some good food with my dear good buddy, Miss Janice Chow:) We decided to cook something good from the new cookbook that both of us ordered last month but never really had a chance to try the recipes in there. So we welcomed Mr. Jean-George, one of the greatest and the most admired chefs in New York City, to my kitchen. And here we go–we cooked good food, we baked good dessert, we had good wine, we watched a good movie, and we had a good time. We were making my grandpa proud:)

    

So…be good everyone:)

Cheers.

Utchimama

P.S. Thanks to my lovely buddy for all these lovely pics:):):)

Candy Series #3: Marshmallow–โดนัทแบบเบาๆ

19 Feb

 โดนัทคือสิ่งที่  dietitian ทั้งหลายบนโลกใบนี้ เฟียร์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นสุดยอดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของมนุษยชาติที่ หนึ่ง-อร่อยอย่างแรง จนห้ามจะหยุดใจไหวที่ชิ้นแรก เวลากินกับกาแฟเป็นสิ่งที่เติมเต็มสิ่งที่หายไปในชีวิตสุดๆ สอง-มีแต่แป้งและน้ำตาล หาได้มีสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างอื่นไม่ สาม-ระดับไขมันจากการทอดที่สูงพุ่งปรี๊ดทะลุออกนอกโลก สี่-ปริมาณแคลอรี่ที่นักโภชนาการเห็นแล้วอยากจะกัดลิ้นให้สิ้นใจ (โอเค ทั้งหมดนั้นเป็นการเวิ่นของอัจจิมา แต่ก็อย่างว่าโดนัทเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเลขในตาชั่งตาชั่งแลดูสูงผิดปกติได้จริงอะไรจริง)

แต่ในวันนี้อุดชิมาม่ามีโดนัทเวอร์ชั่นที่ dietitian ไม่ปวดใจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยมานำเสนอ และเป็นการนำเสนอ theme สุดท้ายของ Candy Series ของ UtchiMama and Khun Maeee Production ซึ่งก็คือ Marshmallow ของโปรดของใครหลายๆคนนั่นเอง มันฝรั่งหวานที่ใช้ในสูตรนี้เต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร วิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาและทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซีที่ช่วยการสร้างคอลลาเจนไม่ให้ผิวหนังหย่อนยาน และโพแทสเซียมที่ช่วยในการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อและเส้นประสาท สรุปแล้วเป็นอะไรที่กินแล้วทั้งสวยทั้งประสาทดี พร้อมทั้งเติมเครื่องเทศทั้งหลายเข้ากันช่วยบาลานซ์รสชาติให้ดูน่าสนใจน่ารับประทาน และน่าจะถูกใจท่านผู้สูงอายุทั้งหลาย ตบท้ายด้วยหน้าโดนัทที่ถึงแม้จะดูแล้วหวานเลี่ยนแต่เมื่อผสมกับตัวโดนัทของเรากลับเข้ากันได้ดีอย่างมิน่าเชื่อ ใครอยากหวานมากหวานน้อย อ้วนมากอ้วนน้อยก็จิ้มจุ่มหน้าโดนัทได้หนาบางตามใจชอบ หรือถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องจิ้ม แต่อย่าลืมต้องตบท้ายด้วย Marshmallow ประดับหน้าโดนัทจะได้ไม่หลุด theme Candy สวยใสน่ารักของเรา ได้ออกมาเป็นโดนัทที่หวานเบาๆและประหยัดแคลอรี่ ถึงแม้อาจจะไม่เทพเท่า Krispy Kreme แต่รับรองได้คุณค่าสารอาหาร ถูกต้องตามหลักโภชนาการของคุณ dietitian มากกว่าชัวร์!

      

Sweet Potato Donut with Marshmallow frosting:)

(ดัดแปลงจาก tastespotting.com)

ส่วนผสมโดนัท:

  • แป้ง                                 1 3/4 ถ้วย
  • ผงฟู                                 2 ช้อนชา
  • เกลือ                                1/2  ช้อนชา
  • ผงซินนามอน                     1/2  ช้อนชา
  • ผงลูกจันทน์ป่น (Nutmeg)   1/2  ช้อนชา
  • ผง Allspice                       1/2  ช้อนชา
  • ผงกานพลู (cloves)            1/8  ช้อนชา
  • น้ำมันคาโนล่า                    1/3  ถ้วย
  • น้ำตาลทรายแดง               เกือบๆ 1/2 ถ้วย
  • ไข่ไ่ก่                                1 ฟอง
  • วานิลลา                            1 ช้อนชา
  • มันฝรั่งหวานบดละเอียด      3/4 ถ้วย
  • นมถั่วเหลือง                      1/2 ถ้วย

ส่วนผสมหน้าโดนัท:

  • Marshmallow                  1 ถ้วย
  • น้ำตาลไอซิ่ง                      2/3 ถ้วย
  • เนย                                  6 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ

  1. อุ่นเตาที่ 350 F
  2. ผสมแป้ง ผงฟู เกลือ ผงซินนามอน ผงnutmeg allspice cloves ให้เข้ากันในชามผสม
  3. ในชามอีกใบ จัดการตีส่วนผสมที่เหลือให้เข้ากัน
  4. เทส่วนผสมมันฝรั่งหวานลงในชามแป้ง ใช้พายยางตะล่อมๆให้พอเข้ากัน อย่าเยอะๆเดี๋ยวจะเหลวไป
  5. ปั้นแป้งของเราให้เป็นโดนัท กลมๆ มีรูตรงกลาง หรือถ้าอยากอารมณ์ศิลป์ทำเป็นรูปร่างต่างๆก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่แรงบันดาลใจจะพาไป
  6. นำเข้าอบ 10 นาที พอสุกออกมาพักไว้บนตะแกรงแล้วเริ่มจัดการลงมือทำหน้าโดนัทต่อได้เลย
  7. จัดการละลายส่วนผสมหน้าโดนัทบนชามแก้วที่ตั้งบนหม้อน้ำร้อนจนทุกอย่างละลายและเข้ากันดี จุ่มโดนัทของเราลงไปให้พอเยิ้ม ตกแต่งหน้าด้วย Marshmallow ให้เข้ากับ theme ของเราก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เตรียมตัวชิมโดนัทฝีมือตัวเองได้เลย!

 

   

Happy D-Donut Day:):):)

UtchiMama:)

Candy Series #2: Chocolate souffle cupcake with minty white chocolate cream

11 Feb

วันนี้ขออณุญาติแหกกฎผิดหลักการกิน healthy แบบ dietitian ซักหนึ่งวัน อยากทำอะไรฟังดูไฮโซให้เข้ากับ theme Chocolate มาดเข้มของ Candy Series #2 ซะหน่อย เลยปิ๊งไอเดียอยากทำซุเฟล่ขึ้นมาหลังจากดูสูตรเสน่หาอีกรอบแล้วเห็นซูเฟล่ของครูกุ๊กสุดหล่ออ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าความจริงแล้ว ซูเฟลเป็นของหวานที่ฟังดูไฮโซ (ลองพูดคำว่า ซูเฟล accent พยายามเป็นฝรั่งเศส แล้วเชิดหน้า พร้อมกับสะบัดมือประกอบ จะดูเริ้ดหรูไฮโซมาก) แถมยังทำง่าย ใช้ส่วนผสมน้อย และไม่โดนกระหน่ำไปด้วยแป้ง เนย นม เพราะหลักของการทำซูเฟล่คือ การทำให้ขนมพองฟูด้วยฟองอากาศจากการตีไข่แล้วเอาเข้าอบในเตาอบร้อนๆ ความจริงแล้วการทำซูเฟล่ทำให้นึกถึงปรัชญาชีวิตว่า “What goes up must come down–ชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลง” เพราะซูเฟล่จะขึ้นฟูอยากเร็วในเตา และจะยุบตัวลงอย่างเร็วเช่นกันเมื่ออกจากนอกเตา เพราะฉะนั้นเวลากินซูเฟล่เลยต้องใช้ความรวดเร็ว จัดให้หมดภายใน 20 นาทีหลังจากออกจากเตาแล้ว เอาเป็นว่าเรามาลองทำซูเฟล่คัพเค้กให้ดูไฮโซๆสำหรับวันวาเลนไทน์สวีตตี้กันดีกว่า แล้วก็ขอให้ความรักของทุกคนมีแต่ความฟูฟ่อง เต็มไปด้วยความหวานแหววตลอดปีตลอดไป อย่าได้ยุบตัว หดลงเหมือนซูเฟล่หลังออกจากเตานะค่ะ:)

Chocolate souffle cupcake with minty white chocolate cream:)

(ดัดแปลงจาก smittenkitchen.com)

ส่วนประกอบ (สำหรับ 6 ชิ้น)              

คัพเค้ก

-Bittersweet chocolate (มากกว่า 60% ขึ้นไปอะไรก็ได้โอทั้งนั้นฮ่ะ) 3 ออนซ์

-เนย 3 ช้อนโต๊ะ

-กาแฟผง 1/4 ช้อนชา

-ไข่ 2 ฟอง แยกไข่ขาวกับไข่แดง

-น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ

-เกลือ  1/8 ช้อนชา

-vanilla  1/2 ช้อนชา

White choc mint cream

-white chocolate 1 ออนซ์

-วิปปิ้งครีม 1/4 ถ้วย

-mint extract 1/8 ช้อนชา

ก่อนอื่นเริ่มลงมือทำหน้าครีมไว้โบ๊ะหน้าคัพเค้กของเรา นำครีมไปตั้งไฟอ่อนๆให้พอร้อน ราดบนไวท์ช็อกแล้วจัดการคนจนช็อกโกแลตละลาย เติมกลิ่นมิทน์ลงไป คนให้เข้ากัน คลุมด้วยพลาสติกแล้วนำไปแข่ตู้เย็นไว้สองชั่วโมง

อุ่นเตาที่ 350 F ละลายช็อกโกแลต เนย กาแฟ ในหม้อที่ตั้งไฟอ่อนๆ คนจนละลาย ปิดไฟ พักไว้ให้พอหายร้อน อดใจไว้อย่าเพิ่งแอบชิมช็อกโกแลตเหมือนอัจจิมาเพราะมันหยุดยากมากกกกก

ในชามอีกใบจัดการตีไข่แดงกับน้ำตาล 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากันจนเป็นสีเหลืองนวลสวยๆ เทส่วนผสมช็อกโกแลตของเราลงในชามไข่แดง ตามด้วยวานิลลา ตีให้พอเข้ากัน

    

ตีไข่ขาวในชามอีกใบกับน้ำตาลที่เหลือและ เกลือจนขึ้นฟูตั้งยอดอ่อนๆ ผสม 1/3 ของไข่ขาวที่ตีไว้กับไข่แดงด้วยพายยางให้ส่วนผวมในไข่แดงพอจะดูฟูๆขึ้นมาบ้าง ตามด้วยไข่ขาวที่เหลือ “fold” (อันนี้มิรู้จะแปลอย่างไร) ให้เข้ากันพยายามอย่าให้ไข่ขาวฟีบ นี่คือจุดที่ยากที่สุดของการทำ souffle! ต้องใช้สมาธิและวิชามือเบาขั้นสูงทีเดียว

 

แบ่งใส่พิมพ์ที่ปูกระดาษรองไว้ เอาเข้าอบ 20 นาที จะเห็น souffle cupcake ของเราฟูฟ่อง น่ารักน่าเอ็นดูอยู่ในเตาอบ นำออกมาพักบนตะแกรง souffle จะเหี่ยว ยุบตัวในไม่ช้า แต่นั่นคือสิ่งที่เราต้องการค่ะ พักคัพเค้กของเราไว้จนเย็นลงเล็กน้อย

   

นำครีมไวท์ช็อกออกจากตู้เย็นมาตีจนตั้งยอดอ่อน ตักหยอดลงบนตรงกลาง souffle cupcake ที่ยุบตัวแล้วมีรอยบุ๋มตรงกลาง แต่งหน้าคัพเค้กได้ตามใจชอบแล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของท่านจะพาไป:)

xoxo

With Love,

Utchimama

Cheesecake Lollipop อมแล้วต้องยิ้ม:)

9 Feb

วาเลนไทน์ใกล้มาถึงให้สาวโสดบาดใจอีกครั้ง แหม่ไม่รู้จะฉลองอะไรให้คนไร้คู่เซ็งจิตกันนักหนา อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่มีแพลนคิดอยากทำอะไรกุ๊กกิ๊ก จุ๊กจิ๊ก ให้คนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นแฟนหนุ่ม แฟนสาว กิ๊กที่คุณแอบเก็บไว้ คุณพ่อคุณแม่ ลุงป้าน้าอา คุณตาคุณยาย คุณญาติทั้งหลาย คุณเพื่อนหนุ่มเพื่อนสาว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโลก หรือเพื่อนที่คุณแอบรัก (กริ๊ววว) อัจจิมาขอนำเสนอ facebook page ของพี่สาวสุดเลิฟ คุณหม่าอี๊ ที่ she จะนำเสนอไอเดียทำการ์ดสุดบรรเจิด เหมาะสุดๆสำหรับทำเป็นของขวัญเริ่ดๆจากใจให้คนพิเศษในวันวาเลนไทน์ปีนี้นะค่ะ

https://www.facebook.com/maeee.sapprasert

และที่พิเศษสุดๆเลยคือ Candy Series ที่คุณหม่าอี๊มา Feat กับอุดชิมาม่า นำเสนอการ์ดน่ารักและของหวานน่ากิน 3 สไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมหวานสุดโปรดของทุกคน จัดไปให้วาเลนไทน์นี้หอมหวาน ไปตามๆกัน

เพราะฉะนั้นอย่าได้รอช้าอัจจิมาขอนำเสนอ Cheesecake Lollipop สำหรับของขวัญชิ้นแรกจาก Candy Series ณ บัด now

นานๆทีอัจจิมาจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ อยากทำอะไรที่มันดูหรูเริ่ดกะเค้าบ้าง เลยได้ไอเดีย cheesecake lollipop มาหลังจากไปซื้อกาแฟที่ Starbucks และชำเลืองสายตาไปเห็น Cake pop ในตู้ขนม ความจริงแล้ว concept cake popของ starbucks นี้เกิดขึ้นจากความพยายามของ starbucks ที่จะจำกัดปริมาณของหวาน ให้ผู้บริโภคได้มีหุ่นสวย โดยที่ไม่ต้องอดของหวานสุดโปรดให้แดดิ้นทรมานใจแต่อย่างใด ตรงตามหลักการใช้ชีวิตของอัจจิมาเป๊ะๆ อัจจิมาเลยจัดการกอบโกยแรงบันดาลใจจาก Starbucks มาลองดัดแปลงทำ Low-fat cheesecake แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆเล็กๆน่ารักๆ ใส่ไม้อมยิ้มเข้าไป จัดการไปชุบ dark chocolate ที่ผสมกับกาแฟและวานิลลาเล็กน้อยให้พอหอมปากหอมคอ สุดท้ายโรยด้วย sprinkles สีหวานให้เข้ากับ theme lollipop แบ๊วๆของคุณหม่าอี๊ซะหน่อย ได้ออกมาเป็นอมยิ้มชีสเค้กให้คนที่ได้รับต้องแอบอมยิ้มไปด้วยเลยทีเดียว:)

Cheesecake Lollipop By UtchiMama

ส่วนประกอบ:

  • Low-fat cheesecake* (หรือเค้กอะไรก็ได้ที่นิ่มๆ และปั้นเป็นก้อนได้)
  • Dak chocolate ganache* (หรือจะใช้เป็น white chocolate มาเคลือบก็ดูสวยอินโนเซ้นดีอยู่)
  • ก้านอมยิ้ม
  • Sprinkles

  

เริ่มด้วยการอบ cheesecake แล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณสองชั่วโมงให้อยู่ตัว นำออกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เหลี่ยม หรือรูปทรงอะไรก็ได้ที่หัวใจของท่านเรียกร้อง

 

เสียบก้านอมยิ้มเข้าไป นำไปแช่แข็งข้ามคืน หลังจากหนึ่งคืนผ่านไป นำ cheesecake ออกจากช่องแข็ง เริ่มทำ chocolate ganache

   

นำcheesecake ของเราไปจิ้มจุ่ม chocolate โรยหน้าด้วย sprinkles และเข้าตู้เย็นไว้อีก 2 ชั่วโมงจนแข็งตัวดี แค่นี้ก็ได้ออกมาเป็น Cheesecake Lollipop น่ารักๆแล้วค่ะ สูตรนี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือส่วนผสมเยอะแยะแต่อย่างใด แต่ที่เยอะคือเวลาที่ต้องรอแช่ค่ะ เพราะฉะนั้นควรจะเผื่อเวลาไว้ประมาณสองวันในการทำอมยิ้มสูตรนี้นะค่ะ แต่รับรองค่ะคุ้มค่ากับเวลาของท่านอย่างแน่นอน:)

รักนะ จุ๊บๆ

Utchimama

ป.ล. สำหรับท่านใดสนใจสูตร low fat cheesecake และหน้า chocolate สูตรเข้มข้น สามารถ request จากอุดชิมาได้ตามต้องการนะค้าา

สโคนขิง ยามอากาศหนาวจริงอะไรจริง

22 Jan

แหม่ รู้สึกช่วงนี้วิญญาณป้ามาร์ธา สจ๊วตเข้าสิง เลยขยันเข้าครัวทำอาหารอบขนมทุกวันแบบไม่บรรยะบรรยังจนรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นนางในวังหาได้ใช่เด็กฝึกงานด้านกำหนดอาหารอีกต่อไป ไหนๆก็ไหนๆอัจจิมากำลังอยู่ในอารมณ์อินกับสโคน ก็เลยจัดสโคนอีกสูตรเอาให้สะใจกันไปข้างนึงทีเดียว ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาว (เพิ่งจะมาหนาวแบบดีเลย์มาก) ก็เลยต้องจัดหาสิ่งที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นมาใส่ในสโคน แล้วไอเดียก็ปิ๊งเมื่อขุดค้นเจอขิงอบแห้งอยู่ในซอกหลืบของห้องครัว (คือขอเคลียร์ก่อนมา ณ ที่นี้ว่าไม่ได้รกอะไรขนาดนั้น) ขิงถือว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้เวียนหัว อาเจียน ช่วยให้เจริญอาหาร บรเทาอาการหวัด อู๊ยสารพัดจะ said เยอะแยะมากมายเกินจะบรรยาย สมควรถูกยกย่องเชิดชูให้เป็นเครื่องปรุงประจำครัวกันเลยทีเดียว ในเมื่ออากาศหนาวๆอย่างนี้ เมื่ออัจจิมาอยู่ในโหมดแม่บ้านเยี่ยงนี้ เมื่อขิงมีสรรพคุณดีเริ่ดจนไม่อาจละเลยได้ขนาดนี้ และเมื่ออัจจิมาอยากกินสโคนมากขนาดนี้ ก็เลยต้องจัดไป สโคนขิง แบบว่าเมพขิงๆ ขอบอก:)

Ginger Scone สโคนขิง 

(ดัดแปลงจาก Pastries from the La Brea Bakery)

Image

Image

Image

ส่วนประกอบ:

-แป้งโฮลวีต 2 1/4  ถ้วย

-น้ำตาล 1/3 ถ้วย (อัจจิมาได้ลดน้ำตาลจากนี้ไปนิด เพราะขิงแห้งหวานอยู่แล้ว)

-ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ

-ขิงผง 1/8 ช้อนชา

-ผิวมะนาวเลมอนขูด 1 ผล

-เนย 6 ออนซ์ ตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วแช่ช่องแข็งไว้

-ขิงแห้ง 4 1/2 ออนซ์

-Heavy cream 1/2 ถ้วย

-วานิลลา 3-4 หยด

ขั้นตอนการทำ:

1.อุ่นเตาที่ 400 ฟาเรนไฮต์

  1. ผสมแป้ง น้ำตาล ผงฟู ขิงผง ให้เข้ากัน ใส่เนยตามแล้วใช้ส้อม หรือpastry cutter หรือมือของท่านก็ได้ ผสมบี้ๆให้เข้ากันจนดูร่วนซุย ใส่ผิวมะนาวขูดตามลงไป ผสมให้เข้ากัน
  2. เติมครีมและหยดวานิลลาลงไปให้พอหอมปากหอมคอ และจัดการใช้มือผสมให้ครีมเข้ากันกับส่วนผสมแป้ง ระวังอย่าให้เป็นเนื้อเดียวกันมากไป
  3. จัดการโรยแป้งที่พื้นผิวเรียบๆ เตรียมนวดแป้งสโคนของเรา คลึงให้มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว ตัดเป็นรูปทรงไรก็ได้ตามใจชอบ เอาเข้าตู้เย็นให้แข็งตัวนิดๆแต่พองามประมาณห้านาที
  4. นำสโคนที่แช่ไว้ออกจากตู้เย็น ทาหน้าสโคนบางๆด้วยครีม และโรยน้ำตาลพอเป็นพิธี ไม่ต้องมากมาย เอาเข้าเตาอบเป็นเวลา 20 นาที
  5. เมื่อได้กลินหอมฉุยก็นำสโคนออกจากเตาอบมาพักไว้บนตะแกรงจนเย็นลง รับประทานตอนอุ่นๆได้จะสุดยอดที่สุด หรือถ้ามีเหลือก็จัดการแช่ช่องแข็งไว้รับประทานวันต่อไปเรื่อยๆ จนเอียนสโคนในที่สุดอย่างอัจจิมาเป็นต้น:)

จัดกันไปให้หายหนาว:)

สโคนยามไดเอต

16 Jan

เรื่องของเรื่องเกิดจากการที่อัจจิมารู้สึกอยากสโคนเป็นอย่างมาก มิทราบว่าเพราะเหตุใด แต่แหม่ สโคนที่ขายทั่วๆไปก็มีแต่หวานเลี่ยน แถมยังชิ้นโตเท่ากับหัวอัจจิมาอีก เพราะฉะนั้นอัจจิมาเลยต้องจัดการเข้าครัวอบสโคนมาหล่อเลี้ยงปากท้องและกิเลสของตัวเองซะ สโคนอาจจะเป็นอาหารที่ไม่ตรงตาม concept  อาหารเพื่อสุขภาพนัก แต่เราสามารถทำสโคนให้เป็นเวอร์ชั่นที่ healthy ดีต่อสุขภาพกายและใจของเรามากขึ้น โดยการจำกัดปริมาณ ทำชิ้นให้เล็กลง ดัดแปลงส่วนผสมเล็กน้อย ลดเนยนิด น้ำตาลหน่อย ใส่ผลไม้เข้าไปเยอะๆ รับรองกินแล้วสุขกายสบายใจ ไม่ต้องอดให้เสียอารมณ์อีกต่อไป ใครว่าไดเอตแล้วจะกินอาหารที่ชอบไม่ได้ เพียงต่อควรจะกินในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกานเพื่อเผาผลาญ แค่นี้ก็เตรียมตัวจัดการเข้าครัวทำสโคนมากินให้อารมณ์ดีกันได้เลย:)

 

Creamy Blackcurrant Scone (ประมาณ 10-16 ชิ้นแล้วแต่ขนาด)

(ดัดแปลงจาก smittenkitchen.com)

-แป้ง 2 ถ้วย

-ผงฟู 1 ชต

-น้ำตาลทราย 2 1/2 ชต

-เกลือ 1/2 ชช

-เนยจืด แบบเพิ่งออกมาจากตู้เย็นสดๆร้อนๆ 5 ชต

-แบล็กเคอร์เรนต์ (หรือผลไม้แห้งอะไรก็ได้ ตามใจทุกท่าน) 1/2 ถ้วย

-วิปปิ้งครีม 240 มล

-วานิลลาหยดพอเป็นพิธี

 

  1. อุ่นเตาที่ 425 องศาฟาเรนไฮต์เตรียมไว้
  2. ผสมแป้ง ผงฟู น้ำตาล และเกลือให้เข้ากัน จากนั้นนำเนยออกมาจากตู้เย็น ตัดให้เป็นชิ้นเล็ก แล้วจัดการใช้มือ (ที่ล้างอย่างสะอาดแล้ว) ผสมเนยให้เข้ากับส่วนผสมแป้งจนเป็นเม็ดเล็กๆ ใส่แบล็กเคอร์เรนต์ลงไปผสมให้เข้ากัน
  3. เติมวิปปิ้งครีม และวานิลลา ลงไปในส่วนที่ผสมไว้ ใช้พายยางผสมให้เข้ากัน แต่อย่าคนนานเกินไป มิเช่นนั้น สโคนท่านจะเหลวเกินงาม
  4. โรยแป้งบนพื้นผิวเรียบๆ นวดแป้งสโคนของเราให้ทุกอย่างเข้ากันดี อัดแป้งสโคนใส่พิมพ์กลมขนาด 8 นิ้ว จัดการตัดออกเป็นเสี้ยว เล็กกลางใหญ่ แล้วแต่ชอบ ถ้าไม่อยากอ้วนก็จัดชิ้นเล็กๆ แต่ถ้าอยากสะใจก็จัดไปเลยชิ้นโตๆ
  5. เอาเข้าเตาอบเป็นเวลา 15 นาที จะได้สโคนที่หอมกรุ่นมายั่วให้ต้องจัดเต็ม ทิ้งไว้ให้เย็นลงเล็กน้อยบนตะแกรงพอเป็นพิธี กินตอนอุ่นๆคู่กับชาร้อนๆกับแยมผลไม้ เริ่ด!

แล้วอย่าลืมออกไปขยับขยายร่างกายไปมาเผาผลาญสโคนด้วยนะค่ะ:)

 

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.