เมื่อ”ความอ้วน”กลายเป็น “โรคอ้วน”

26 Feb

ในเวลาสามอาทิตย์ที่ผ่านมา อัจจิมาไปฝึกงานที่ Massachusettes General Hospital Weight Centerที่อยู่แค่หลังบ้านนี่เอง เพราะฉะนั้นเป็นอะไรที่เริ่ดมากเพราะไม่ต้องตื่นเช้า ^^ ชื่อสถานที่ “Weight Center” ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าต้องเกี่ยวกับน้ำหนักชัวร์ แต่การลดน้ำหนักของที่สถาบันนี้ หาใช่เหมือนกับพวก Marie France, Philip Wain หรือพวกสถาบันลดน้ำหนักอื่นๆของเมืองไทยที่ลดไปเพื่อความสวยงาม หรือความผอมแบบผิดๆ แบบบจิตๆ หรืออะไรก็ว่าไป แต่คนที่มา Weight Centerนี้ คือคนไข้ที่มาลดน้ำหนักเพื่อรักษาโรคอ้วน เพื่อรักษาโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง โรคภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคหอบหืด ไขข้ออักเสบและอื่นๆอีกมากมายที่มาจากสาเหตุเดียวกันคือโรคอ้วนนั่นเอง

แล้วอัจจิมาเธอไปทำอะไรที่นั่นล่ะ บทบาทของนักกำหนดอาหารของที่ MGH Weight Center มีมากกว่านั่งโชว์หน้าสวยๆ ^^  นักกำหนดอาหารที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของทีมแพทย์

  • เป็นคนประเมินคนไข้ในส่วนของอาหารการกิน นิสัยการกินและการออกกำลังกาย ภาวะทางโภชนาการของคนไข้ รวมไปถึงความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไข้เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าคนไข้คนไหนควรจะได้รับการผ่าตัด
  • ให้คำปรึกษาและความรู้เกี่ยวกับโภชนาการทั้งคนไข้ และทีมหมอ เพราะอาหารและการลดน้ำหนักที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญมากทั้งก่อนและหลังผ่าตัด
  • ดูแลอาหารคนไข้หลังผ่าตัด เพราะช่วงสามเดือนแรกหลังผ่าตัดคนไข้ยังไม่สามารถกินอาหารตามปกติได้ ต้องค่อยๆเริ่มกินอาหารทีละนิด เป็นขั้นตอนไป
  • สอนคลาสต่างๆเกี่ยวกับ Healthy lifestyle และ healthy diet

และที่ Weight Centerนี้ อัจจิมาได้เปิดหูเปิดตากับมุมมองใหม่ๆของหมอ นักกำหนดอาหาร นักวิจัย และจิตแพทย์ของที่นี่ ที่ว่าถ้าคนเรากินน้อยลง แล้วจะผอมลง ความจริงแล้ว มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเลย มุมมองของคนที่นี่คือ ความอ้วน เป็นโรค เหมือนๆกับโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ที่มีปัจจัยอื่นๆเกี่ยวข้องอีกเยอะ เพราะฉะนั้นสมการคลาสสิกที่ว่า

แคลอรี่ที่กิน – แคลอรี่ที่เผาผลาญ = น้ำหนักตัวที่เพิ่ม/ลด

สมการนี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป เพราะในระหว่างเครื่องหมาย “–“ และเครื่องหมาย” = “ในสมการนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆที่สามารถเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวได้อีกเยอะ เช่น กรรมพันธุ์โรคอ้วนทำให้พยายามลดเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ความผิดปกติของกลไกของร่างกายหรือกลไกทางชีวภาพที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม ยารักษาโรคบางชนิดที่เพิ่มน้ำหนักเป็นผลข้างเคียง และอื่นๆที่นักวิจัยพยายามค้นหาคำตอบกันอย่างเมามัน เพราะฉะนั้นการจะรักษาโรคอ้วนนั้นไม่ใช่แค่จำกัดอาหาร หรือออกกำลังกายแบบจัดเต็มท่านั้น แต่ต้องคำนึงไปถึงปัจจัยอื่นๆที่ได้พูดถึงแล้ว และนั่นแปลว่าคนไข้ที่เป็นโรคอ้วนที่นี่นั้นต้องการการรักษาอย่างอื่นเพื่อแก้ความปกติที่อยู่ระหว่างเครื่องหมาย “-“ และ “=” ในสมการข้างบน ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญสิ่งที่กินเข้าไปนั่นเอง

 มาตรฐานทั่วไปที่ใช้วัด “โรคอ้วน” คือดัชนีมวลกาย (Body Mass Index..ใช้วัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูงและน้ำหนักตัว สูตรคำนวณคือ น้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงแป็นเมตรยกกำลังสอง BMIของคนทั่วไปที่ถือว่ามีสุขภาพดีคือระหว่าง 18.5-24.9) คนไข้บางคนที่นี่อาจมี BMIสูงถึง 75 จุดเลยทีเดียว! (ตัวอย่างเช่นสูง 160 ซม น้ำหนัก 200 กิโล) และเมื่อ BMIสูงขนาดนี้ การควบคุมอาหารและออกกำลังกายคงจะเกินจะช่วยไหวแล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้วิธีอื่นนั่นคือ การผ่าตัดที่เรียกว่า Roux-En-Y Gastric Bypass Surgery ซึ่งเป็นการผ่าตัดลดความอ้วนโดยการจัดเรียงอวัยวะในระบบทางเดินอาหารใหม่ โดยเย็บแบ่งกระเพาะเป็นสองส่วน ส่วนแรกเชื่อมต่อกับหลอดอาหารและลำไส้ กระเพาะส่วนนี้เป็นส่วนที่จะถูกใช้ย่อยอาหารและมีขนาดเท่ากับไข่ไก่เท่านั้น กระเพาะส่วนที่สองก็ไม่ได้หายไปไหน อยู่ของเค้าตรงนั้นแหละแต่แค่ถูกแยกออกจากส่วนแรก กระเพาะส่วนนี้มีหน้าที่แค่หลังน้ำย่อย เอนไซม์ต่างๆ และฮอร์โมนเท่านั้น

ความเจ๋งของการผ่าตัดลดความอ้วนแบบนี้ไม่ได้อยู่ที่กระเพาะทีเล็กลง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกายที่ส่งสัญญาณให้สมองที่ควบคุมการกินให้เชื่อฟังร่างกายว่เมื่อไหร่หิวก็กิน เมื่อไหร่อิ่มก็หยุด ให้กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่ตามใจปากไปอยู่เพื่อกิน และเมื่อคนเรามีสติ ตั้งใจฟังเสียงของร่างกายจริงๆ เมื่อนั้น “โรคอ้วน” ก็จะหายไป  แต่จะหายไปได้นานขนาดไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของคนไข้ที่จะสามารถดูแลรักษาตัวเอง และเคารพเชื่อฟังร่างกายมากกว่าร้าน McDonald หรือ Krispy Kreme ได้มากเท่าไหร่นั่นเอง แต่ในเมื่อในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟค การผ่าตัดนี้ก็ไม่ใช่สิ่งวิเศษ เสกให้คนผอมได้ในพริบตา แต่ต้องอาศัยความพยายามของคนไข้ด้วย นอกจากนี้การผ่าตัดยังมีความเสี่ยงและมีผลข้างเคียงอีกมาก ซึ่งผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุดคือ การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางตัวที่กระเพาะส่วนที่สองและลำไส้ส่วนแรกเป็นผู้ผลิต เพราะฉะนั้นเป็นอะไรที่สำคัญสุดๆที่คนไข้จะต้องกินวิตามินเสริมทุกวันไปตลอดชีวิต

 คงจะดีไม่ใช่นน้อยถ้าทุกคนสามารถมีสติ รู้จักกินให้พอดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีน้ำหนักตัวที่สมดุล แต่ถ้าเป้นอย่างนั้นจริง นักกำหนดอาหารคงตกงานกันเป็นแถว:)

2 Responses to “เมื่อ”ความอ้วน”กลายเป็น “โรคอ้วน””

  1. OR February 26, 2011 at 10:36 pm #

    What an interesting experience u got!
    This is a new knowledge to me loey ka.

  2. Ajarn Ael February 27, 2011 at 3:52 am #

    Brilliant!!! interesting content…thank you na ja.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: